วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เมืองลิเวอร์พูล

เมืองลิเวอร์พูล



ทิวทัศน์นครลิเวอร์พูล

นครลิเวอร์พูล (อังกฤ: Liverpool) เป็นเมืองที่มีฐานะเป็นนครและเป็นเมืองเมโทรโพลิตันของเมอร์ซีย์ไซด์ในภาคการปกครองตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ ลิเวอร์พูลตั้งอยู่ทางตะวันออกของปากน้ำเมอร์ซีย์ (Mersey Estuary) ลิเวอร์พูลก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1207 และได้รับฐานะเป็น “นคร” ในปี ค.ศ. 1880



มหาวิหารลิเวอร์พูล

จากการสำรวจสำมโนประขากรใน ค.ศ. 2006 ลิเวอร์พูลมีประชากรทั้งหมดประมาณ 435,500 คน โดยมีความหนาแน่นเป็นจำนวน 5,001 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร เมื่อรวมประชากรในปริมณฑลแล้วก็เป็น 816,216 คน


ท่าอัลเบิร์ต

ในทางประวัติศาสตร์ของมณฑลเดิมลิเวอร์พูลเป็นส่วนหนึ่งของแลงคาสเชอร์ ความรุ่งเรืองของลิเวอร์พูลมาจากการเป็นเมืองท่าสำคัญ ภายในคริสต์ศตวรรษที่ 18 การติดต่อค้าขายกับแคริบเบียน, ไอร์แลนด์ และแผ่นดินใหญ่ยุโรป และความสะดวกในการติดต่อค้าขายกับการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค (Atlantic Slave Trade) ยิ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น ภายในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 40% ของการค้าขายในโลกต้องผ่านเมืองท่าลิเวอร์พูลซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นเมืองสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งของอังกฤษ

ตึกรอยัลลิเวอร์

ผู้ที่มาจากลิเวอร์พูลมักจะเรียกกันว่า “ลิเวอร์พัดเลียน” (Liverpudlians) หรือ “สเกาส์” (Scouse) ที่มาจากอาหารท้องถิ่นชื่อเดียวกันที่เป็นสตู นอกจากนั้นคำว่า “สเกาส์” ยังใช้เรียกสำเนียงท้องถิ่น การที่เป็นเมืองท่าทำให้ประชากรของลิเวอร์พูลมีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติที่มาจากที่ต่างๆ โดยเฉพาะจากไอร์แลนด์

ความเป็นที่นิยมของเดอะบีทเทิลส์และกลุ่มนักร้องอื่นๆ ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ในปี ค.ศ. 2007 ลิเวอร์พูลฉลองครบรอบ 800 ปีที่ก่อตั้งมาและในปี ค.ศ. 2008 ลิเวอร์พูลก็ได้รับตำแหน่งเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปพร้อมกับเมืองสตราวันเจอร์ ในนอร์เวย์

ในปี ค.ศ. 2004 บริเวณหลายบริเวณในตัวเมืองได้รับฐานะเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกที่เรียกว่าเมืองการค้าทางทะเลลิเวอร์พูล (Liverpool Maritime Mercantile City) ที่ประกอบด้วยบริเวณที่แยกกันหกบริเวณในตัวเมืองที่รวมทั้ง เพียร์เฮด (Pier Head) , ท่าอัลเบิร์ตและถนนวิลเลียม บราวน์ และสถานที่ที่น่าสนใจของตัวเมือง


ที่มา

แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกตะวันตก - สหราชอาณาจักร

มหาวิหารแคนเตอร์บรี





Canterbury Cathedral



มหาวิหารแคนเตอร์บรี (อังกฤษ: Canterbury Cathedral) เป็นมหาวิหารนิกายอังกลิคันตั้งอยู่ที่เมืองแคนเตอร์บรี ในสหราชอาณาจักร เป็นวัดประจำตำแหน่งของประมุขสูงสุดของนิกายอังกลิคันทั้งหมด และเป็นที่ตั้งบัลลังก์นักบุญออกัสติน (Chair of St. Augustine) ชื่อที่เรียกกันเป็นทางการของมหาวิหารแคนเตอร์บรีคือ “Cathedral and Metropolitical Church of Christ at Canterbury”
ประวัติ


สังฆราชองค์แรกของมหาวิหารแคนเตอร์บรีคือนักบุญออกัสตินแห่งแคนเตอร์บรีที่เคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่สำนักสงฆ์ลัทธิออกัสติเนียนเซ็นต์แอนดรูที่กรุงโรม สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1ทรงส่งนักบุญออกัสตินไปเผยแพร่คริสต์ศาสนาที่อังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 597



นักบุญบีด (Bede the Venerable) กล่าวไว้ในจดหมายเหตุ “ประวัดิศาสนาของประชาชนชาวอังกฤษ” (The Ecclesiastical History of the English People) ว่านักบุญออกัสตินเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิหารแคนเตอร์บรี และท่านเป็นสังฆราชองค์แรกของมหาวิหารนั้น การสำรวจทางโบราณคดีเมื่อปีค.ศ. 1993 พบร่องรอยของวัดแบบแซ็กซอนใต้ฐานวัด ซึ่งสร้างทับสิ่งก่อสร้างแบบโรมัน วัดแรกอุทิศให้กับนักบุญเซวิเออร์ (St. Saviour)



นอกจากนั้นนักบุญออกัสตินยังควบคุมการก่อสร้างสำนักสงฆ์เบ็นนาดิคตินเซ็นต์ปีเตอร์และพอล (Abbey of St. Peter and Paul) นอกกำแพงเมืองแคนเตอร์บรีด้วย ต่อมาวัดนี้เปลี่ยนมาอุทิศให้กับตัวนักบุญออกัสตินเอง และใช้เป็นสถานที่ฝังสังฆราชมาเป็นเวลาหลายร้อยปี


เพราะความสำคัญของมหาวิหารแคนเตอร์บรี ทำให้มหาวิหารนี้ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก



ชื่อเดิม เซนต์เซวิเออร์
ฐานะวัด มหาวิหาร
นิกาย อังกลิคัน
ที่ตั้ง แคนเตอร์บรี
ประเทศ สหราชอาณาจักร

การก่อสร้าง

แรกสุด ค.ศ. 602
ผู้สร้างแรก นักบุญออกัสติน
แบบสถาปัตยกรรม โรมานเนสก์และกอธิค
แบบผัง กางเขน



สิ่งที่น่าสนใจ


เก้าอึ้นักบุญออกัสติน
บริเวณสงฆ์แบบกอธิคสมัยต้น
ชาเปลตรีเอกานุภาพสำหรับวัตถุมงคลของนักบุญเบ็คเค็ท

หอโคโรนา








ที่มา


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B5

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศิลปแบบโพสท์โมเดิร์น

ที่มา http://www.electronicbookreview.com/thread/fictionspresent/tense

วัฒนธรรมของโพสท์โมเดิร์น เห็นว่า การพัฒนาสามารถที่จะทำลายวัฒนธรรม(Conceptual)ได้ ไม่มี
แก่นสารอีกแล้ว ไม่มีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความแน่นอน.นอกจากนี้ในยุคโมเดิร์น ยังเน้นในเรื่องของฝรั่งผิวขาว หรือคนตะวันตก เป็นผู้นำของโลก หรือเป็นเอตทัคคะในทุกๆศาสตร์ เป็นคนที่ประกาศวาทกรรมที่จริงแท้ที่สุดอันปฏิเสธไม่ได้ พวกโพสท์โมเดิร์นปฏิเสธเรื่องนี้เช่นเดียวกัน พวกเขาบอกว่า ethnic group หรือชนกลุ่มน้อยที่เป็นรองในสังคม, พวก minority หรือใครก็แล้วแต่ที่เคยด้อยกว่าในยุคโมเดิร์น สามารถที่จะประกาศวาทกรรมของตนได้เช่นเดียวกัน สามารถที่จะสร้าง discourse ของตนเองได้เช่นเดียวกันเหมือนกับคนผิวขาวหรือคนตะวันตก. จะเห็นได้ว่าในยุคโพสท์โมเดิร์น เป็นการตีกลับยุคโมเดิร์น อย่างค่อนข้างชัดเจน ประการต่อมา ในยุคโมเดิร์นนั้น เป็นยุคซึ่งได้สืบทอดความคิดเรื่องผู้ชายเป็นใหญ่กว่าผู้หญิงมาตามลำดับ แต่ในยุคโพสท์โมเดิร์น ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ บอกว่าผู้หญิงก็มีสิทธิของพวกเธอเท่าเทียมกับผู้ชาย ผู้หญิงก็มีวาทกรรมของตนเอง ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ผู้ชายเป็นฝ่ายกำหนด โดยเฉพาะโครงสร้างทางสังคม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ. ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆที่ออกมา ผู้หญิงเป็นเบี้ยล่างมาโดยตลอด เช่น การใช้นามสกุลของผู้ชายหลังแต่งงานก็ดี กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องชู้สาวก็ดี รวมไปถึงเรื่องของการจัดการด้านทรัพย์สิน และกระทั่งความไม่เท่าเทียมในเรื่องของการประกอบอาชีพและค่าแรง จะเห็นถึงความไม่เสมอภาคกันเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในยุคโมเดิร์น ยังให้ความสำคัญในเรื่องของความเจริญ และการพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ยุคโพสท์โมเดิร์นบอกว่าไม่จำเป็น เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทำลายธรรมชาติ ทั้งความเป็นมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น การรณรงค์ต่างๆซึ่งเกิดขึ้นในช่วงหลังสมัยใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนิเวศวิทยา เรื่องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เรื่องของสิทธิสตรี เรื่องอะไรต่างๆเหล่านี้ทั้งหมด เป็นความคิดที่ against ต่อยุคโมเดิร์น

ที่มา:
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับPostmodern Art & Philosophy ศิลปะและปรัชญาในยุคโพสท์โมเดิร์น http://midnightuniv.org/univmidnight/newpage12.htm



โพสต์โมเดิร์น เป็นคำที่ใช้โดยเหล่านักปรัชญา, นักสังคมวิทยา, นักวิจารณ์ศิลปะ และนักวิจารณ์สังคม เพื่ออ้างถึงบางแง่มุมสภาวะของศิลปะร่วมสมัย, วัฒนธรรม, เศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นผลมาจากชีวิตในปลายศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องถึงต้นศตวรรษที่ 21 ที่มีความพิเศษในตัวของมันเอง คุณลักษณะเหล่านี้รวมถึงโลกาภิวัตน์, บริโภคนิยม และการกระจายอำนาจด้วย ในทางเศรษฐกิจเอง โพสต์โมเดิร์นแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการผลิตเป็นจำนวนมากและสื่อสารมวลชนที่มีอยู่อย่างดาษดื่น, การรวมกันของระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่เป็นการรวมในแง่มุมต่างๆ ของการผลิต, การจัดระเบียบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก และการเคลื่อนย้ายจากระบบเศรษฐกิจแบบเน้นการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการบริการ ในแง่การติดต่อสื่อสารด้วยระบบดิจิตอลแล้ว เทคโนโลยีถูกมองว่าเป็นคุณลักษณะสำคัญของประวัติศาสตร์ความก้าวหน้าของชาติตะวันตกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 1700 นับแต่เมื่อ อดัม สมิธ ชี้ว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นสาเหตุสำคัญของความมั่งคั่งของประเทศ สิ่งบ่งชี้ของโพสต์โมเดิร์นในเรื่องการติดต่อสื่อสาร เกิดขึ้นครั้งแรกผ่านการเติบโตอย่างรวดเร็วของการกระจายสัญญาณภาพและเสียงทางโทรทัศน์ ในขณะที่คลื่นลูกที่สองคือ แนวความคิดโพสต์โมเดิร์นที่มาพร้อมกับการถือกำเนิดของการติดต่อสื่อสารด้วยระบบดิจิตอล ซึ่งทำให้แต่ละปัจเจกบุคคลสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมและเรื่องราวของตนเองขึ้นมาได้ โพสต์โมเดิร์น..จึงเกี่ยวพันกับในหลายๆ แง่มุมทั้งทางเศรษฐกิจ, สังคม และวัฒนธรรม

ที่มา:
นิตยสารผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2549