วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553


แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ของที่ระลึก อาหาร






1. เขตทะเลสาบ Salzkammergut


ห่างจากตัวเมืองซาล์สบวร์กมา 50 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาอย่างมีความสุขไปกับกิจกรรมพิเศษ 2 อย่างนั่นคือ การล่องเรือในทะเลสาบวูล์ฟกัง
และการนั่งรถชมทัศนียภาพบนภูเขา Schafbergเรือกลไฟของจักพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 1 เริ่มออกเดินเรือครั้งแรกจากวูล์ฟกัง ซีในปี 1873 และได้รับการยกย่องให้เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งใหม่ในยุคสมัยนั้น เรือที่มีขนาด 33 เมตรลำนี้ยังได้ประกอบอยู่ในภาพยนต์หลายเรื่องรวมทั้งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Lake Wolfgang Shipping Company ต่อมา


2.รางรถไฟที่สูงชันที่สุดในออสเตรียและใช้พลังงานไอน้ำถูกสร้างขึ้นในปี 1893 โดย
เริ่มจากเซนท์ วูล์ฟกังไปจนถึงยอดเขา Schafberg การเดินทาง 5.85กิโลเมตรขึ้นไปบนยอดเขาที่มีความสูง 1190 เมตรแห่งนี้ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แต่ละเมตรที่คุณเดินทางสูงขึ้นไปหมายถึงการมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของเขตทะเลสาบ Salzkammergut ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และเส้นแบ่งระหว่างอัลไพน์และเทือกเขา Dachstein ก็สามารถมองเห็นได้จากรถไฟสายนี้เช่นกัน


3. ป้อมปราการ Hohenwerfen


เพียง 60 กิโลเมตรจากตัวเมืองซาล์สบวร์ก ป้อมปราการ Hohenwerfen อายุ 900 ปีตั้งตระหง่านอยู่ในหุบเขาแม่น้ำซาล์สซัคท่ามกลางขุนเขาสุง นักผจญภัยและผู้ที่หลงรักวัฒนธรรมจะได้พบกับสิ่งที่พวกเขามองหาที่ Hohenwerfen แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาอาวุธที่จัดแสดงอยู่ ปราสาทร้านรวงอันแสนโรแมนติก ร้านค้ายุคกลาง และ Falconry Center อันเก่าแก่ที่ยังคงมีการจัดแสดงโชว์การบินของเหยี่ยวทุกวัน ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับกีฬาล่าเหยื่อด้วยนกเหยี่ยวที่แรกในออสเตรีย และนอกจากการล่าเหยื่อของเหยี่ยวแล้ว ยังมีกิจกรรมสันทนาการอื่นๆอีกมากมายให้ทำรวมถึงการทัวร์ป้อมปราการด้วย



4.เทือกเขาแอลป์ กับอากาศอันบริสุทธิ์และน้ำที่สะอาดจนดื่มได้
ภูเขาแอลป์ปกคลุมพื้นที่ถึง 2 ใน 3 ของออสเตรีย มันกินอาณาบริเวณกว้างจนเกือบถึงทางตะวันออกสุดของประเทศ นั่นคือ เวียนนา วิวทิวทัศน์อันงดงามและอากาศบริสุทธิ์ช่วยการันตีว่าผู้มาเยือนจะสามารถหลบหลีกความกดดันที่เผชิญอยู่ทุกวันและพบกับการพักผ่อนที่แท้จริงได้ที่นี่ ทั้งชาวออสเตรียและนักท่องเที่ยวต่างเดินทางมายังสถานที่ซึ่งเปรียบเหมือนสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่แห่งนี้ตลอดทั้งปี พวกเขามาเพื่อทำกิจกรรมหลากหลายไม่ว่าจะเป็น การเล่นสกี ปีนเขา เดินเล่น ไต่เขา ขี่จักรยานภูเขา หรือแม้กระทั่งเล่นกอล์ฟ






5.สวนตามธรรมชาติ ที่มีพื้นที่ถึงร้อยละ 3 ของประเทศทำให้เห็นว่าออสเตรียมีภูมิประเทศอันหลากหลาย ซึ่งแต่ละที่จะมีบริเวณที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นธรรมชาติอยู่ ยกตัวอย่างเช่นเขตป่าฝน และ Virgin Forest ส่วนภูเขาที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Hohe Tauern คือภูเขาที่มีความสูงที่สุดของออสเตรียมีชื่อว่ากรอสล็อกแนร์ ภูเขาแห่งนี้มีความสูงถึงเกือบ 12,500 ฟุต หรือ 3,800 เมตรเลยทีเดียว


6. ถนนย่านการค้าที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ของเมืองคือถนนเกทรัยเดอกาสเซอ (Getreidegasse) เป็นย่านการค้าสำคัญของเมืองมาตั้งแต่ยุคกลาง รู้สึกว่าสมัยก่อนเป็นย่านขายปลา แต่ปัจจุบันเป็นแหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว

อาหารท้องถิ่น


อาหารออสเตรียส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพวก ลาชเนื้อ ซุปใสใส่ก้อนแป้งดัมปลิง ซุปใสใส่แพนเค้กหั่นฝอย วีนเนอร์สนิตเชิล หมูชุบแป้งขนมปังทอด ไส้กรอกหลายแบบ และเนื้อย่างที่มีสารพัดชนิดให้เลือกชิมตามภัตตาคารของโรงแรม ที่พักในออสเตรีย ส่วนขนมหวานของเขาจะเป็นแบบโฮมเมดคล้ายๆ ขนมปังฟูๆ ชื่อว่า Buchteln นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ห้ามพลาดสำหรับคนที่ชื่นชอบการกินเค้กกับ ช็อกโกแล็ตเมื่อได้มีโอกาสไปออสเตรีย คือ เค้กช็อกโกแลตสอดไส้แยมส้ม "ซักเคอร์ ทอร์เตอร์



แถวนี้มีร้านขายไข่อีสเตอร์เยอะมาก เพนต์สีสวย ๆ แต่เหมือนว่าจะขายทั้งปีเลยนะ ไม่น่าจะเป็นเฉพาะช่วงอีสเตอร์







มาซาลส์บวร์กก็ต้องลองชิมแอปเปิ้ลชตรูเดิล (Apple Strudel)




รูปแบบศิลปะและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม

รูปแบบศิลปะและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม


ศิลปะแบบโมเดิร์นใน เมืองซาร์ลบวร์ก (Modern Art in Salzburg) ผลงานชิ้นใหม่ที่ถูกสร้างเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อนำมาวางเคียงข้างกับศิลปะล้ำค่าที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยบาโรค ทำให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างสร้างสรรค์ขึ้นในสายตาผู้พบเห็น




บุคคลสำคัญ


โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart 1756-1791)
ผู้ประพันธ์เพลงที่ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่งในสมัยคลาสสิกเป็นชาว ออสเตรีย กำเนิดในครอบครัวนักดนตรี เมืองซาลส์บวร์ก(Salzbutrg) เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1756 ถึงแก่กรรมที่ เวียนนา วันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ.1791 และมีชื่อเสียงในงานประพันธ์ดนตรีประเภทซิมโฟนีเชมเบอร์ มิวสิกและโอเปร่าเมื่อเขาอายุ 4 ปี เขาสามารถเรียนดนตรีได้ครั้งละครึ่งชั่วโมงเมื่ออายุ 5 ปี เขาสามารถเล่นคลาเวียร์ ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเขียนซิมโฟนีชิ้นแรกเมื่อเขาอายุ 8 ปี เขาเดินทางทั่วยุโรปกับพ่อของเขาชื่อ เลโอโปลด์ โมสาร์ท (Leopard Mozart 1719 –1787) ซึ่งเป็นนักไวโอลิน และบางครั้งเป็นนักประพันธ์เพลงและเป็นผู้กำกับนักร้องประสานเสียงหรือวงออร์เคสตรา ในราชสำนักของ อาร์ชบิชอพที่ซาลส์บวร์ก(Archbishop of Salzburg) ทักษะทางคนตรีของเขาได้ปรากฏต่อ ราชสำนักครั้งแรกที่เมืองมิวนิคในปี1762 และปรากฏต่อสาธารณะชนในระหว่างอายุ 7ถึง 15 ปี เขาใช้เวลาครึ่งหนึ่งในชีวิตในการเดินทางท่องเที่ยวไปเขาจึงซึมซับและเรียนรู้สำนวนดนตรีของยุโรปอย่างหลากหลาย สะสมจนเป็นสไตล์ของตัวเอง
ในปี 1777 เขาท่องเที่ยวไปกับมารดาของเขาที่เมืองมิวสิค แมนเฮม และปารีส และที่ ปารีส มารดาของเขาได้ถึงแก่กรรมอย่างกะทันหันในเดือนมกราคม 1778 เขาตกงาน จึงกลับไปที่บ้านเกิดในปี1779 และได้เป็นนักออร์แกนของราชสำนักอาร์ชบิชอพ ที่ซาลส์บวร์ก (Archship of Salzburg)และถูก ปลดออกในปี 1781 หลังจากนั้นเขากลายเป็นนักดนตรีอิสระคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ดำเนินชีวิต
โดยไม่ขึ้นกับราชสำนักหรือโบสถ์หรือผู้อุปถัมถ์ใด ๆ เขาย้ายไปที่เวียนนาและได้อยู่กับครอบครัว เวเบอร์ (The Webers) ซึ่งเป็นครอบครัวที่เขาพบในปี 1777 เขาแต่งงานกับคอนสตันซ์ เวเบอร์
(Constanze Weber) ในเดือนสิงหาคม 1782 หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ในปี 1782

เริ่มด้วยผลงาน The Singspiel Die Entfuhrung ans dem Serail (The Abduction from the Seraglio)
โมสาร์ทอาจจะเป็นนักประพันธ์คนเดียวในประวัติศาสตร์ที่เขียนเพลงอย่างประณีตทุกรูปแบบของดนตรีตลอดชีวิตของเขา ผลงาน ประเภทเซเรเนด (Serenades), Divertimenti,Dances ที่เขาเขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงและงานปาร์ตี้ของขุนนาง ล้วนเป็นความยิ่งใหญ่ของสมัยคลาสสิก (Classical age of elegance)และถูกดัดแปลงโดยนักประพันธ์ชื่อ Eine Kleine Nachtmusik เป็น Serenade in G major
ในเวียนนาเขาเป็นคนสำคัญในราชสำนักของจักรพรรดิ์โจเซฟที่ 2 (Joseph1741 – 1790) ที่ซึ่งเขาได้เขียนดนตรีที่ยิ่งใหญ่มากมาย


ตัวอย่างเช่น The last string quartets, The string quintets, The quintet for clarinet and strings, The mass in C major, Requiem (ซึ่งเขาเขียนยังไม่เสร็จ), The Serenade for thirteen wind instruments, The Clarinet connect, และ The late piano concerto นอกจากนี้ Piano concerto ของเขายังคงมีรูปแบบของ The classic concerto form เขาปรับปรุงพัฒนามาเป็นงานของ Symphonic breadth and scope, Concerto ของเขามักเริ่มต้นด้วยรูปแบบโซนาตาในท่อนที่ 1 ตามด้วยท่อนที่ 2 ที่นุ่มนวลและเป็นทำนองเพลงโดยปกติมีเพลงที่มีชีวิตชีวารวมอยู่ด้วยพร้อมทั้งมี รอนโด (Rondo) หมายถึงเพลงที่บรรเลงโดยการย้อน ที่ดึงดูดความสนใจ เช่น The piano concerto no.22 in E flat ในซิมโฟนี 3 ชิ้นสุดท้าย ชิ้นที่ 2 คือ Symphony no.40 in G minor เขาได้ใส่ passion และการแสดงออกซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในการเขียนซิมโฟนีจนกระทั่งถึงสมัยของ เบโธเฟน (Beethoven)


งานด้านอุปรากรนั้นในปี ค.ศ. 1786 โมสาร์ทได้ร่วมมือกับลอเรนโซ ดา พอนเต้ (Lorenzo
Da Ponte) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำโรงละครหลวงในกรุงเวียนนาเขียน The marriage of Figaro
ขึ้น อุปรากรเรื่องนี้เมื่อแสดงครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้แต่ต่อมามีคนนำไปแสดงที่
กรุงปร๊าค นครหลวงของโบเฮเมีย ประเทศเชคโกสโลวาเกีย ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม ค.ศ. 1787
เขียนอุปรากรเรื่อง ดอน โจวันนี (Don Giovanni) ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยของชายหนุ่มนัก
รักที่ชื่อว่า ดอน จิโอวันนี หรือดอน ฮวน (Don Juan) ได้สำเร็จ
ในระหว่างที่เขาอยู่ที่เวียนนาได้เป็นเพื่อนสนิทกับไฮเดิล (Franz Joseph Haydn) ซึ่งมีอิทธิพลต่อผลงานของเขาในระหว่างปี 1782 – 1785 โมสาร์ท (Mozart) ได้ประพันธ์ Six string quartets ซึ่งอุทิศให้ ไฮเดิล บางส่วนเขาทั้งสองเล่นด้วยกัน ด้วยการจัดการการเงินที่ผิดพลาดและด้วยความไม่มีประสบการณ์ชีวิตขาดการไตร่ตรอง และความประพฤติที่เหมือนเด็กที่ปีกกล้าขาแข็งและใช้ชีวิตอย่างเจ้านายทำให้เขาตกระกำลำบาก ในการดำเนินชีวิตภายในปี 1790 เขาได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนหลายคนบรรยายถึงเขาและครอบครัว ( เขาและภรรยามีลูกด้วยกัน 6 คน มีชีวิตรอดอยู่เพียง 2 คน ) ความลำบากจนต้องขอ ทานเพื่อยังชีพ และในระหว่างนี้เอง เขาก็ป่วยหนักด้วยโรคไตแต่ด้วยความสำเร็จของ The Magic Flute เขาได้รับเงินจ่ายประจำปี เขาจึงเริ่มต้นมีความมั่นคงทางการเงินอีกครั้งในขณะที่โรคของเขานำเขาไปสู่ความตายเมื่อเขาอายุได้ 36 ปี เขาถูกฝังเหมือนชาวเวียนนาทั่วไปโดยคำบัญชาของจักรพรรดิ์โจเซฟในหลุมศพสามัญทั่วไปซึ่งที่ ฝังศพแน่นอนจนปัจจุบันก็ยังไม่ทราบ


นักประพันธ์ในปลายศตวรรษที่ 19 ที่บูชาและยกย่องเขามากได้แก่ Richard Wagner และ Peter Tchaikovsky และดนตรีของเขามีอิทธิพลต่อ The neo – classical compositions ของ Igor Stravinsky และ Sergei Prokofiev ในศตวรรษที่ 20

เมืองซาลส์บวร์ก (Salzburg) ต่อ

ที่ตั้งและภูมิประเทศ

) มีฉากหลังเป็นเทือกเขาแอลป์ เป็นเมืองชายแดนก่อนจะข้ามไปสู่แคว้นบาวาเรียของประเทศเยอรมนี เรียกว่าระยะทางแค่ปาหินถึงเท่านั้นเอง เมืองซาลส์บวร์กอยู่ทางตะวันออกของมิวนิกประมาณ 150 กิโลเมตร สามารถใช้ตั๋วรถไฟ Bayern ticket ของรัฐบาวาเรียในประเทศเยอรมนีได้มาถึงเมืองนี้ได้ เป็นเมืองน่ารักงดงามทั้งผู้คน ธรรมชาติ และอาคารบ้านเรือน ซาลส


เมืองซาลส์บวร์กตั้งอยู่ริมแม่น้ำซาลส์ซักค์ (Salzachบวร์ก มีจุดเด่นคือน้ำในแม่น้ำซาลจะมีสีออกเขียวมรกตสวยงามมาก สาเหตุเพราะมีเกลืออยู่มาก เนื่องจากพื้นที่แถบนี้มีเหลือปะปนอยู่ในดินมากกว่าที่อื่นจึงได้ชื่อว่า ซาลสบวร์ก แปลว่า ปราสาทเกลือ เมืองนี้ตั้งอยู่ประมาณกึ่งกลางระหว่างอินส์บรูคและเวียนนาจึงมีลักษณะที่กึ่งภูเขากึ่งที่ราบ ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองจะเป็นภูเขา ซึ่งมียอดเขาสูงให้นักท่องเที่ยวนั่งรถกระเช้าขึ้นไปสัมผัสกับหิมะ ในขณะที่ทิศตะวันออกจะเป็นที่ราบเป็นที่ตั้งของตัวเมือง









ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์





คำว่าซาลส์ (Salz) ในภาษาเยอรมันแปลว่าเกลือ ซาลส์บวร์กแปลตามตัวได้ว่าปราสาทเกลือ ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบเรือขนเกลือว่าเหมือนเป็นปราสาทเกลือ ดินแดนแถบนี้เป็นแหล่งค้าเกลือเก่าแก่มาแต่โบราณ เกลือทำหน้าที่ถนอมอาหาร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในแถบเมืองหนาว ฉะนั้นใครมีเกลือจึงเปรียบเสมือนมีทองคำเลยทีเดียว แถวนี้จึงมั่งคั่งร่ำรวยมาตั้งแต่อดีตยุคโรมัน

ซาลส์บวร์ก เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของออสเตรีย (www.ana.com) และมีผู้คนเดินทางมาเยือนเป็นอันดับ 2 รองจากเวียนนาตั้งขึ้นมาก่อนยุคโรมัน และก้าวขึ้นสู่ยุครุ่งเรืองที่สุดในศตวรรษที่ 16 และ 17 โดยเป็นแคว้นอิสระภายใต้การปกครองของอาร์คบิชอปผู้ครองแคว้นซาลส์บวร์ก ร่ำรวยมาจากการทำเหมืองเกลือและค้าขาย (ซาลส์บวร์กแปลว่าเมืองแห่งเกลือ) การที่อาคารโบราณสถานต่างๆ ที่ยังคงรักษาสภาพเหมือนเมื่อ 300 กว่าปีก่อนไว้



ในอดีตซาลส์บวร์กเป็นรัฐอิสระปกครองด้วยอาร์ชบิชอป (archbishop) ซึ่งเป็นตำแหน่งของพระในศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิก (เช่นเดียวกับที่วาติกันถูกปกครองด้วยพระสันตะปาปา) จึงเป็นศูนย์กลางของศาสนาทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์

เมืองซาลส์บวร์ก (Salzburg)


เมืองซาลส์บวร์ก (Salzburg)





ซาลส์บวร์กเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศออสเตรีย และเป็นเมืองอันดับต้นๆ ของออสเตรียที่มีผู้คนไปเยือนเป็นจำนวนมาก ที่นี่เต็มไปด้วยศิลปะแบบบาโรคจนได้ชื่อว่าเป็นนครหลวงแห่งศิลปะบาโรค เป็นบ้านเกิดของคีตกวีเอกของโลก วูฟกังก์ อมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์อมตะเรื่อง The Sound of Music และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1997 อีกด้วย


เมืองในยุโรปส่วนใหญ่ประกอบด้วยโบสถ์ จัตุรัส หอคอยสูง รูปปั้น เมืองซาลส์บวร์ก (Salzburg) นอกจากจะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโบสถ์ ปราสาท และพระราชวัง และยังเป็นเมืองที่จัดงานประจำปีที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Salzburg Festival นอกจากนั้น เขตเมืองเก่าที่งดงามยังได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโก้อีกด้วย งานเทศกาลต่างๆที่มีจัดขึ้นในเมืองกว่า 4000 งานหล่อหลอมให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองทีมีความสำคัญทางวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ป้อมปราการ Hohensalzburg ซึ่งเป็นเป็นสัญลักษณ์ของเมืองถือเป็นป้อมที่ยังคงสภาพเดิมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปตอนกลาง จากป้อมนี้ คุณจะสามารถมองเห็นวิวอันน่าตื่นตาตื่นใจของเมืองซาล์สบวร์กได้ สำหรับบ้านเกิดของโมซาร์ทนั้นตั้งอยู่ที่ Getreidegasse ถนนช็อปปิ้งที่น่าดึงดูดใจที่สุดของเมือง ด้วยบรรดาตึกทรงสูงแคบและลานบ้านอันแสนโรแมนติก นอกจาจะมีทุกสิ่งที่ว่ามาแล้ว ยังมีธรรมชาติและทิวทัศน์อันสวยสดงดงามเนื่องจากอยู่ใกล้เทือกเขาแอลป์ นอกจากนั้นยังเป็นที่ชุมนุมของผู้ที่ชื่นชอบในดนตรีอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว

สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว



สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) หรือที่รู้จักกันในชื่อ สวนคิว (Kew Gardens) มีพื้นที่ 121 เฮกตาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สวนและเรือนกระจกรวมกัน ตั้งอยู่ระหว่างเมืองริดมอนด์และคิวในทางตะวันตกเฉียงใต้ของลอนดอน ประเทศอังกฤษ สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิวนั้นรวมเอาสวนคิวและสวนเวกเฮอร์ต เพรซ (Wakehurst Place) ในซัสเซ็กซ์ไว้ด้วยกัน มันเป็นสถาที่สำหรับศึกษาและวิจัยทางพฤกษศาสตร์ที่สำคัญในระดับสากล มีคนงาน 700 คน มีรายได้ £56 ล้านในหนึ่งปี (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2008) มีคนมาเยี่ยมชมมากกว่า 2 ล้านคนในปีนั้น สวนคิวเป็นองค์กรอิสระที่ได้รับการสนับสนุนโดยจากกรมสิ่งแวดล้อมอาหาร และหน่วยงานชนบท สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1759 และสวนพึ่งจะฉลองครบรอบ 250 ปีไปในปี ค.ศ. 2009








สวนคิวมีต้นไม้สะสมจากทั่วโลกมากที่สุด มีลูกจ้างเป็นนักวิทยาศาสตร์ถึง 650 คน ต้นไม้สะสมมีมากกว่า 30,000 ชนิด มีหอพรรณไม้ใหญ่ที่สุดในโลก มีตัวอย่างพืชมากกว่า 7 ล้านตัวอย่าง ห้องสมุดมีหนังสือมากกว่า 750,000 เล่ม และมีภาพวาดของต้นไม้มากกว่า 175,000 ภาพ

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เมืองลิเวอร์พูล

เมืองลิเวอร์พูล



ทิวทัศน์นครลิเวอร์พูล

นครลิเวอร์พูล (อังกฤ: Liverpool) เป็นเมืองที่มีฐานะเป็นนครและเป็นเมืองเมโทรโพลิตันของเมอร์ซีย์ไซด์ในภาคการปกครองตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ ลิเวอร์พูลตั้งอยู่ทางตะวันออกของปากน้ำเมอร์ซีย์ (Mersey Estuary) ลิเวอร์พูลก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1207 และได้รับฐานะเป็น “นคร” ในปี ค.ศ. 1880



มหาวิหารลิเวอร์พูล

จากการสำรวจสำมโนประขากรใน ค.ศ. 2006 ลิเวอร์พูลมีประชากรทั้งหมดประมาณ 435,500 คน โดยมีความหนาแน่นเป็นจำนวน 5,001 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร เมื่อรวมประชากรในปริมณฑลแล้วก็เป็น 816,216 คน


ท่าอัลเบิร์ต

ในทางประวัติศาสตร์ของมณฑลเดิมลิเวอร์พูลเป็นส่วนหนึ่งของแลงคาสเชอร์ ความรุ่งเรืองของลิเวอร์พูลมาจากการเป็นเมืองท่าสำคัญ ภายในคริสต์ศตวรรษที่ 18 การติดต่อค้าขายกับแคริบเบียน, ไอร์แลนด์ และแผ่นดินใหญ่ยุโรป และความสะดวกในการติดต่อค้าขายกับการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค (Atlantic Slave Trade) ยิ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น ภายในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 40% ของการค้าขายในโลกต้องผ่านเมืองท่าลิเวอร์พูลซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นเมืองสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งของอังกฤษ

ตึกรอยัลลิเวอร์

ผู้ที่มาจากลิเวอร์พูลมักจะเรียกกันว่า “ลิเวอร์พัดเลียน” (Liverpudlians) หรือ “สเกาส์” (Scouse) ที่มาจากอาหารท้องถิ่นชื่อเดียวกันที่เป็นสตู นอกจากนั้นคำว่า “สเกาส์” ยังใช้เรียกสำเนียงท้องถิ่น การที่เป็นเมืองท่าทำให้ประชากรของลิเวอร์พูลมีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติที่มาจากที่ต่างๆ โดยเฉพาะจากไอร์แลนด์

ความเป็นที่นิยมของเดอะบีทเทิลส์และกลุ่มนักร้องอื่นๆ ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ในปี ค.ศ. 2007 ลิเวอร์พูลฉลองครบรอบ 800 ปีที่ก่อตั้งมาและในปี ค.ศ. 2008 ลิเวอร์พูลก็ได้รับตำแหน่งเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปพร้อมกับเมืองสตราวันเจอร์ ในนอร์เวย์

ในปี ค.ศ. 2004 บริเวณหลายบริเวณในตัวเมืองได้รับฐานะเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกที่เรียกว่าเมืองการค้าทางทะเลลิเวอร์พูล (Liverpool Maritime Mercantile City) ที่ประกอบด้วยบริเวณที่แยกกันหกบริเวณในตัวเมืองที่รวมทั้ง เพียร์เฮด (Pier Head) , ท่าอัลเบิร์ตและถนนวิลเลียม บราวน์ และสถานที่ที่น่าสนใจของตัวเมือง


ที่มา

แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกตะวันตก - สหราชอาณาจักร

มหาวิหารแคนเตอร์บรี





Canterbury Cathedral



มหาวิหารแคนเตอร์บรี (อังกฤษ: Canterbury Cathedral) เป็นมหาวิหารนิกายอังกลิคันตั้งอยู่ที่เมืองแคนเตอร์บรี ในสหราชอาณาจักร เป็นวัดประจำตำแหน่งของประมุขสูงสุดของนิกายอังกลิคันทั้งหมด และเป็นที่ตั้งบัลลังก์นักบุญออกัสติน (Chair of St. Augustine) ชื่อที่เรียกกันเป็นทางการของมหาวิหารแคนเตอร์บรีคือ “Cathedral and Metropolitical Church of Christ at Canterbury”
ประวัติ


สังฆราชองค์แรกของมหาวิหารแคนเตอร์บรีคือนักบุญออกัสตินแห่งแคนเตอร์บรีที่เคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่สำนักสงฆ์ลัทธิออกัสติเนียนเซ็นต์แอนดรูที่กรุงโรม สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1ทรงส่งนักบุญออกัสตินไปเผยแพร่คริสต์ศาสนาที่อังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 597



นักบุญบีด (Bede the Venerable) กล่าวไว้ในจดหมายเหตุ “ประวัดิศาสนาของประชาชนชาวอังกฤษ” (The Ecclesiastical History of the English People) ว่านักบุญออกัสตินเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิหารแคนเตอร์บรี และท่านเป็นสังฆราชองค์แรกของมหาวิหารนั้น การสำรวจทางโบราณคดีเมื่อปีค.ศ. 1993 พบร่องรอยของวัดแบบแซ็กซอนใต้ฐานวัด ซึ่งสร้างทับสิ่งก่อสร้างแบบโรมัน วัดแรกอุทิศให้กับนักบุญเซวิเออร์ (St. Saviour)



นอกจากนั้นนักบุญออกัสตินยังควบคุมการก่อสร้างสำนักสงฆ์เบ็นนาดิคตินเซ็นต์ปีเตอร์และพอล (Abbey of St. Peter and Paul) นอกกำแพงเมืองแคนเตอร์บรีด้วย ต่อมาวัดนี้เปลี่ยนมาอุทิศให้กับตัวนักบุญออกัสตินเอง และใช้เป็นสถานที่ฝังสังฆราชมาเป็นเวลาหลายร้อยปี


เพราะความสำคัญของมหาวิหารแคนเตอร์บรี ทำให้มหาวิหารนี้ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก



ชื่อเดิม เซนต์เซวิเออร์
ฐานะวัด มหาวิหาร
นิกาย อังกลิคัน
ที่ตั้ง แคนเตอร์บรี
ประเทศ สหราชอาณาจักร

การก่อสร้าง

แรกสุด ค.ศ. 602
ผู้สร้างแรก นักบุญออกัสติน
แบบสถาปัตยกรรม โรมานเนสก์และกอธิค
แบบผัง กางเขน



สิ่งที่น่าสนใจ


เก้าอึ้นักบุญออกัสติน
บริเวณสงฆ์แบบกอธิคสมัยต้น
ชาเปลตรีเอกานุภาพสำหรับวัตถุมงคลของนักบุญเบ็คเค็ท

หอโคโรนา








ที่มา


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B5